วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

chill chill @ หลวงพระบาง (5)

พอตกบ่ายของการเดินทางวันที่สองนี้ เราก็จะไปเที่ยวกันที่ "น้ำตกตากกวางซี" ซึ่งเป็นน้ำตกชื่อดังของที่นี่ครับ โดยการเดินทางจากตัวหลวงพระบางนี้เราอาศัยรถกะป๊อของนายสิดเป็นพาหนะครับ ก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครับ เส้นทางก็คล้ายๆกับทางไปถ้ำติ่งครับ ก็ออกจากตัวเมืองไม่นานถนนก็ออกจะขรุขระไปกันตลอดทางเลยทีเดียว - . -" ระหว่างทางก็ต้องมีหยุดรถกันเล็กน้อยให้นายใหญ่ได้ข้ามถนนกันก่อน ^ ^




นั่งรถกันกระโดกกระเดกกันไปซักพักก็ถึงทางเข้าไปยังอุทยานของที่โน่นครับ ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางตามปกติซึ่งค่าตั๋วที่นี่ก็ 20,000 กีบครับ หรือตกประมาณ 80 บาท บ้านเราครับ แพงรึป่าวไม่รู้ แต่เที่ยวที่นี่เกือบทุกที่ก็ต้องจ่ายค่าเข้าหมดอะคับ จะมากน้อยก็แล้วแต่สถานที่อะคับ ^ ^ เตรียมเงินย่อยๆไว้หน่อยก็ดีนะครับ หรือถ้าหากไม่สะดวก เงินไทยที่นี่เค้าก็ยินดีรับนะครับ นึกว่าเที่ยวบ้านเราก็แล้วกัน ^ ^




พอเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปก็จะเห็นป้ายบอกทางให้เดินลงไปทางด้านล่าง ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าหมีน้อย (ตอนแรกนึกว่าจะเหมือนบ่อหมี bear pit ที่ swiss ซะอีก) มีอยู่หลายตัวเหมือนกันแต่ที่ถ่ายรูปมาก็เห็นอยู่ตัวนึงที่มันนอนห้อยหัวอยู่บนนั้นโผล่หัวมานิสสเดียว ^ ^ ดูท่าจะนอนสบายนะเนี่ยะ ถัดจากกรงหมีก็จะเป็นห้องเก็บของของเจ้าหน้าที่ครับ แต่มีหมีปูนหลายตัวดูน่ารักดีก็เลยถ่ายมาขำๆนิดนึง 5555






จากนั้นก็เดินไปตามทางครับ ระหว่างเดินไปก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำตกครับ เดินไปซักพักก็จะเห็นส่วนที่เล่นน้ำได้ส่วนแรกมีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำกันเยอะมากเลยครับบริเวณนี้ เนื่องจากมีเชือกให้ห้อยโหน กระโจนกันลงน้ำ ดูเล่นกันสนุกสนาน หัวเราะกันขำกันดูน่าสนุก แต่บริเวณนี้ยอมแพ้ครับ ไม่กล้าเล่นเนื่องจากไม่อยากอวดรูปร่างอันผอมเพรียว 55555 แต่ที่สำคัญ ตรงบริเวณนี้มีสาวๆใน bikini นุ่งน้อยห่มน้อยกระโดดเล่นน้ำกันสนุก คนดูก็สนุกกันไปด้วย อิอิ :P




หลังจากดูหนุ่มๆสาวๆเล่นน้ำกันได้ซักพัก เราก็เดินขึ้นไปด้านบนของน้ำตกกันต่อครับ มีอีกหลายจุดที่มีความสวยงามไม่แพ้กันครับ จะเห็นว่าน้ำตกเค้าเป็นชั้นๆสวยมากครับ และในแต่ละชั้นจะมีจุดบอกว่าสามารถลงเล่นน้ำได้หรือไม่ด้วยครับ หากใครสนใจจุดไหนก็สามารถลงเล่นได้ตามสบายเลยครับ




และไม่ต้องกลัวเรื่องสถานที่เปลี่ยนชุดนะครับ ที่นี่เค้ามีห้องให้เปลี่ยนชุดในแต่ละโซนด้วยหละคร๊าบบแค่แอบโชว์ส่วนเท้าให้ดูเซ็กซี่เวลาเปลี่ยนชุดเล็กน้อย 555 ส่วนผมช่วงนี้ก็ขอเดินชมน้ำตกส่วนต่างๆไปก่อนดีกว่าครับ ^ ^,


และเมื่อชื่นชมกับธรรมชาติกันพอสมควรก็ถึงเวลาเปลื้องผ้ากันแล้วครับ 555 (แหม! พูดซะโป๊เชียว ใครบอกหละครับ ก็รู้ว่าจะมาเล่นน้ำตกก็ต้องมีการเตรียมตัวกันหน่อยซิครับ จริงมั๊ย!! 555) น้ำใส เย็นชื่นใจ จริงๆครับ เล่นบริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนเล่น ดี!!! จะได้ไม่ต้องอาย 55555 เล่นจอพอหายเหนื่อย พอเป็นกษัยก็เพียงพอกับน้ำตกตาดกวางชีกันเพียงเท่านี้ดีกว่า เนื่องจากเดี๋ยวจะแดดล่มลมตกกันไปซะก่อน


หลังจากเปลี่ยนชุดกลับมาสู่ชุดปกติกันแล้วก็กลับออกมาจากโซนอุทยานมายังที่รถมาส่ง ซึ่งโซนด้านนอกนั้นก็จะมีที่ขายของที่ระลึกอยู่มากมายหลายร้าน ทั้งร้านค้า ร้านอาหารให้ได้อิ่มหมีพีมันกันพอสมควร แต่เราไม่ได้ฝากท้องไว้ที่นี่หรอกครับ เพราะในตัวหลวงพระบางยังมีอีกหลายที่ที่รอเราอยู่ครับ ^ ^~


และหลังจากที่พี่สิดคนขับรถนำเรากลับมายังตัวเมืองหลวงพระบาง เราก็นัดกับพี่สิดว่าคืนนี้เราจะไปเที่ยวผับที่หลวงพระบาง ยังไงให้มารับ พาเราไปเที่ยวด้วย ซึ่งเรานัดกันไว้ที่ 3 ทุ่มคืนนี้ครับ เมื่อพี่สิดพาเรามาถึงตัวเมือง เราก็ไปเที่ยวกันอีกที่ก่อนหาอะไรทานกัน ก็คือ "พระธาตุพูสี" ซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของที่นี่ครับ ถ้ามาถึงหลวงพระบางแล้วไม่ขึ้น สงสัยคิดว่ามาไม่ถึงหลวงพระบางแน่นอนครับ โดยเราให้รถไปส่งทางขึ้นบริเวณด้านหลังของพระธาตุครับ มีบันไดพาขึ้นไป ซึ่งระหว่างทางที่เดินขึ้นก็มีพระพุทธรูปต่างๆ มีให้สักการะเป็นระยะๆ ไปได้กึ่งกลางทางก็เจอด่านเก็บค่าผ่านทางขึ้นไปยังพระธาตุ ก็ตามเคยครับ คนละ 20,000 กีบ (80 บาทครับ) และเดินได้เหงื่อกันเล็กน้อยก็ถึงด้านบนเขาก็ได้พบกับพระธาตุพูสี รวมทั้งได้ชมวิวของเมืองหลวงพระบางอีกด้วย ลมเย็นๆพัดมาก็ทำให้หายเหนื่อยได้บ้างครับ







ระหว่างที่เดินลงมาจากยอดของพระธาตุพูสีได้ซัก 3 ใน 4 ก็เจอกับขั้นบันไดที่บอกถึงจำนวนขั้นที่ได้เดินผ่านมาไม่ว่าจะเดินขึ้นมาแล้ว 138 ขั้น หรืออีก 190 ขั้นจะถึงยอด ก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นได้อีกนิดว่าอีกไม่เยอะก็จะถึงแล้ว T T แต่ก็ทำเอาเหนื่อยใช้ได้เหมือนกัน เหอๆ




หลังจากที่เราเดินลงมาจากพระธาตุพูสีกันแล้วเราก็ต้องหาอะไรลงท้องกันหน่อย เนื่องจากวันนี้ใช้แรงกันมาพอสมควร ซึ่งมื้อเย็น เราก็ไปตามร้านที่ในหนังสือ recommend ไว้ครับ แต่พอไปถึงร้านดูเมนูก็ต้องผงะออกมาก่อน เนื่องจากราคาค่อนข้างจะสูงครับ ก็แบบว่าร้านมันดูดีขนาด เป็นร้านอาหารอิตาเลียนก็เลยแพงซะ เราก็เลยลองเดินมาตามทางเส้นหลักก็ได้มาพบกับร้านอาหารอิตาเลียนร้านนึง ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ดูดีเลยทีเดียว เข้าไปดูเมนูแล้ว ราคาก็พอรับได้ครับ เลยถามว่าเปิดรึยัง ซึ่งตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น เค้าก็บอกว่าเปิดแล้ว (ก็ไม่เห็นลูกค้าในร้านซักกะคนนี่นา 555) แล้วจะรีรออะไรหิวจะตายอยู่แร้น ก็เลยสั่งไปทั้งหมดแค่ 3 เมนูเท่านั้น เป็น สลัดหลวงพระบาง (แค่ฟังก็น่ากินแระ ^^~), สปาเก็ตตี้คาโบนาล่า และพิซซ่าอีก 1 ถาด 5555 ก็ดันให้สั่งตอนหิวนี่หว่า คนจดยังทำหน้างงงงเลยว่ามันจะแดรกกก กันหมดได้ยังไง 5555




แต่แล้วท้ายที่สุด ความสามารถของสองเราเรื่องการกินก็ไม่เป็นสองรองใคร ซัดจะเรียบหมดทุกจาน จนเด็กเสิร์ฟหันมามองแล้วแอบอมยิ้มให้เราอีกซะงั้น (แอบเขินเหมือนกันนะเนี่ยะ) หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เราก็เดินตลาดมืดย่อยอาหารกันอีกซักหน่อย รอให้ท้องได้ผ่อนคลายซักพัก เราก็กลับกันไปอาบน้ำอาบท่าแต่งเนื้อแต่งตัว เตรียมตัวกันไปเที่ยวผับกันต่อ อิอิ

และเมื่อถึงเวลานัดหมายเราก็มารอที่จุดนัดพบก็พบเพื่อนของพี่สิดเป็นคนพาเราไปเที่ยวแทน ซึ่งวันนี้เราได้ไปถึง 2 ผับในวันเดียวกัน โดยผับแรกชื่อ "ราตรีเมืองซัว" เป็นที่ที่ผู้คนหลากหลายมากมีตั้งแต่เด็กน้อยตามพ่อมา จนถึงกระทั่งป้าอายุ 50 ปีก็มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน ซึ่งหากนักดนตรีบรรเลงเพลงที่เป็นจังหวะคุ้นเคย (ไม่รู้ว่าเรียกว่าจังหวะอะไร) คนในผับก็จะลุกขึ้นมาหน้าเวที จะเป็นลานกว้างๆให้เต้น และทุกคนก็จะเต้นท่าเดียวกันโดยไม่ต้องสอนกันเลย 555 เจ๋งมากๆ เห็นแล้วรู้สึกทึ่งเหมือนกัน ดูน่ารักดีซะเหลือเกิน ^ ^~ ซึ่งผับที่นี่จะปิด 5 ทุ่ม แต่ตอนที่พวกผมไปนั้นเราอยู่ที่นี่กันถึงแค่ 4 ทุ่มก็ย้ายไปอีกที่แล้วครับ กลัวจะดึกเกินไป ^ ^"





และหลังจากผับเมืองซัวที่นี่ปิดนักท่องเที่ยวเหล่านี้จะย้ายไปยังอีกผับหนึ่งก็คือ "ร้านบันเทิงดาวฟ้า" ผับที่นี่จะคล้ายกับผับต่างจังหวัดบ้านเรา คือมีเก้าอี้นั่งล้อมโต๊ะ บนเวทีมีวงดนตรี ขนาดผับจะใหญ่คล้ายๆ X-zyte ที่พัทยาอะคับ (ใครเคยไปคงนึกภาพออกนะ หุหุ) ซึ่งที่นี่จะปิดตี 2 ..... อืม!!! วัยรุ่นที่นี่ก็แรงไม่แพ้บ้านเราหรอกนะคับ กรึ๊ดกันสนั่นเลย 555555 และที่พลาดไม่ได้เมื่อมาผับที่นี่ก็คือ "เบยลาว" นี่เอง รสชาดสู้บ้านเราไม่ได้เลยครับ แบบว่ามันอ่อนมาก 555 สิงห์หรือ Leo บ้านเราแรงกว่าแยะครับ ^ ^ โดยหลังจากที่เราได้ซึมซับบรรยากาศผับของที่นี่ครบทั้ง 2 ที่แล้ว ประมาณ 5 ทุ่มเราก็ขอให้คนขับรถพาเรากลับที่พักกันก่อน เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นเราแพลนกันว่าจะตื่นแต่เช้ามาใส่บาตรข้าวเหนียวกัน ^ ^ และหลังจากออกมาจากผับก็พบนักท่องเที่ยวมากมายเดินสวนสนามกันมาที่นี่ คาดว่าคงย้ายมาจากผับแรกกระมัง ^ ^~ ยังไงคืนนี้ก็หลับฝันดี จุ๊บๆนะจ๊ะ ^ ^

chill chill @ หลวงพระบาง (4)


วันที่สองของการเดินทางที่หลวงพระบางนี้ แบบว่าเมื่อวานเที่ยวดึกไปหน่อย วันนี้เลยตื่นสายซะเลย เหอๆ เอาแบบชิวๆ ตามชื่อ อิอิ โดยหลังจากอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยก็ทานอาหารเช้าของที่พักกันเลย แบบว่ามีให้เลือก 2 แบบ เป็นแบบ american Bf หรือจะเป็นแบบ Chinease Bf ก็อย่างที่เห็นในรูปอะนะ AF ก็ไข่ดาว ไส้กรอก เบคอน แล้วก็ที่ขาดไม่ได้สำหรับที่นี่ก็คือ ขนมปังบักเก็ต กรอบนอกนุ่มในนี่เอง ^ ^~ ส่วนอีก set นึงจะเป็นข้าวต้มไก่ฉีก ไข่เค็ม และยำผักดอง ^ ^~ รสชาดของทั้ง 2 set ก็พอไหวครับไม่เลวเลยทีเดียวก็กินกันหมดทั้ง 2 set นี่แหละ 5555+


หลังจากเติมพลังกันแล้วก็สำรวจหลวงพระบางกันต่อครับ แบบว่ายังไม่สายซะทีเดียวก็เลยเดินไปตามถนนเส้นหลักกันครับก็คือ ถนนศรีสว่างวงษ์ ครับ เดินไปเรื่อยไม่นาน (ตรงตลาดมืดเมื่อคืนนั่นแหละครับ) ก็จะเจอกับวัดแรกครับ คือ วัดใหม่สุวันนะพูธาราม ที่โดดเด่นของที่นี่ก็คือผนังของตัวโบสถ์ด้านนอกที่มีสีทองอร่าม งามจริงๆครับ เห็นแล้วอยากเอาไฟลนเอาทองไปขายจังเลย 5555 (ตายละตรูจะบาปมะเนี่ยะ!! - -")





และถัดจากวัดใหม่ฯ ไปเล็กน้อยก็จะพบกับ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง ครับ และเมื่อเข้าผ่านประตูไปทางด้านขวามือจะพบกับตัวโบสถ์หลัก แต่น่าเสียดายที่ส่วนของตัวอาคารหลักเค้ากำลังปรับปรุงซ่อมแซมอยู่เลยได้เห็นแต่ภายนอกอะครับ


และด้านซ้ายจะเป็นทางไปยัง โรงละครพระลักษณ์พระราม แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดูอยู่ดี เหอๆ และตรงด้านหน้าก็จะเป็นตัวอาคารหลักที่ภายในจะมี "พระบาง" คู่บ้านคู่เมืองของชาวหลวงพระบางอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละปีจะมีการนำพระบางออกมาให้สรงน้ำกันในวันปีใหม่ของที่นี่กันครับ ซึ่งพวกผมในทริปนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นพระบางซักครั้งเนื่องจากวันแรกที่ไปถึงเป็นช่วงเวลาที่หยุดพักเที่ยง วันที่สองไปถึงบ่ายสามครึ่งซึ่งก็ปิดทำการพอดี ส่วนวันสุดท้ายไปถึงสิบเอ็ดโมงครึ่งก็หยุดพักเที่ยงอีก - . -" แบบว่าไป 3 ครั้งก็ไม่ได้เห็นทั้ง 3 ครั้ง สงสัยคงยังไม่มีบุญได้เห็นพระบางอะ แต่ไม่เป็นไรไว้มีโอกาสหน้าค่อยไปเยี่ยมชมใหม่ เห่อ!! วันพระไม่ได้มีหนเดียวซะกะหน่อย ^ ^~



และเนื่องจากข้าวเช้าเราทานกันสายเราก็เลยเบรคมื้อเที่ยงไว้ก่อน ก็หาไรเล่นๆทานกันไปเรื่อยเลยไม่หิวอะ ก็เลยสำรวจสถานที่ต่างๆกันต่อไปครับ และเมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางไปหน่อย เดินไปแบบเรื่อยๆเปื่อยๆอะคับก็เจอ "เฮือนจัน" ด้านในมีโชว์ภาพงานศิลปะไว้ให้ดูครับ ถัดๆกันไปก็มีวัดเล็กๆน้อยๆอีกมากมายเลยครับ ที่นี่วัดเยอะจริงๆ ^ ^ ถ้าใครจะมาทำบุญ 9 วัดที่หลวงพระบางนี่ ไม่ต้องกลัวครับ ไม่ถึง 3 ชั่งโมง เป็นอันครบทั้ง 9 วัดแน่ๆ ^ ^~



และเมื่อชมวัดวาอารามกันได้พอประมาณเราก็มาได้นัดเจอกับ พี่สิด ซึ่งเป็นคนขับรถที่พาเราไปถ้ำติ่ง และบ้านซ่างไห ในวันก่อนครับ เพื่อให้เค้าพาเราไปเที่ยวในอีกฟากหนึ่งของหลวงพระบาง ซึ่งก็คือ "น้ำตกตาดกวางซี" นั่นเองครับ ^ ^~

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

chill chill @ หลวงพระบาง (3)

หลังจากลงเรือไปเที่ยวถ้ำติ่งกันเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรถกะป๊อมาต่อกันที่บ้านซ่างไห ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เค้าร่วมมือกันทำ "ทอผ้าไหม" กัน รวมทั้งทำ "เหล้าขาวดองสัตว์เลื้อยคลาน" กันยกใหญ่เลยทีเดียว =*= ซึ่งวิธีการทำผ้าไหมนั้น ชาวบ้านซ่างไหก็นั่งทำกันให้เห็นกันจะจะเลยค๊าบ และแต่ละบ้านก็ทำการทอผ้าเหมือนๆกันหมดทุกบ้านเลยอะครับทำให้เลือกไม่ถูกว่าจะช่วยอุดหนุนร้านไหนกันดี 555 ก็เลยช่วยอุดช่วยหนุนกันไปร้านละผืนสองผืน ^ ^


พอเดินผ่านไปหน่อยนึงก็เจอบ้านนึงกำลังขมักเขม้นกับการทำเหล้าอยู่พอดี เลยแอบไปถ่ายรูปมาเล็กน้อยครับ จะเห็นว่ามีถังใบใหญ่มักๆไว้ใส่ข้าวเหนียวกับแป้งที่เอาไว้หมักให้เกิดแอลกอฮอล์นั่นเองครับ โดยมีหนุ่มลาวท่านนึงกำลังปฏิบัติการอยู่พอดี ดูแล้วก็ไม่ค่อยน่าลิ้มลองซักเท่าไหร่ เหอๆ เมื่อเค้าได้แอลกอฮอล์มาแล้วก็จะนำมาใส่ขวดขนาดต่างๆขึ้นกับเจ้าตัวเลื้อยคลานขนาดที่แตกต่างกันด้วย และมีการจัดเรียงตัวเจ้าตัวพวกนั้นซะสวยงามเชียว ><"

ใครใคร่ซื้อก็ซื้อกันไปงานนี้ผมไม่ไหวอะคับ ระดับผมคงไม่ต้องโด๊ปขนาดนี้หรอกม๊างง 5555 ดูแต่ละขวดดิคับ ทั้งงูเขียว งูเห่า แมงป่อง บรึ๋ย~~ ><" และหลังจากสนุกสนานกับการดูสัตว์เลื้อยคลานในขวดเหล้ากันแล้วก็เดินทางกันกลับเข้าตัวเมืองหลวงพระบางกันต่อครับ เนื่องจากเดี๋ยวจะเย็นย่ำกันซะก่อน แบบว่ามีตลาดมืดรออยู่อีกซะด้วย แต่ก่อนอื่นต้องกลับไปอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ซะหน่อย ก็อากาศมันร้อนนี่นา เหงื่อไหลไคลย้อยกันมามาก จะได้แจ่มใสอีกซะนิสสคับผม ^ ^
และหลังจากที่พวกผมอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วก็ออกสำรวจตลาดมืดที่ถนนศรีสะหว่างวงศ์กันต่อเลยครับ ซึ่งเพียงเดินจากสี่แยกบริเวณ tourist information center ไปนิดหน่อยก็จะเจอซอยเล็กๆทางซ้ายมือ ซึ่งซอยนี้เป็นซอยที่รวบรวม ซุ้มอาหารต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตักข้าวแบบ buffet, มีซุ้มขายข้าวแกงต่างๆมากมาย, รวมถึงซุ้มขายพวกไก่ปิ้ง หมูปิ้ง แหนมปิ้ง ส้มตำ อู๊ยยย น้ำลายไหลเลยย หุหุ ดูเจ๊ร้านนี้ซิคับ ตั้งหน้าตั้งตาสับไก่กันอย่างเมามันส์เลยทีเดียว 555 และนี่ก็เป็นเมนูมื้อเย็นมื้อแรกของผมครับ มีทั้งปิ้งไก่ ปิ้งปลา ส้มตำ(ไม่ใส่ปลาร้า, ไม่ใส่กะปิ เพราะที่นี่เค้าชอบใส่กันมากครับ กะปิเนี่ยะ บังเอิญไม่ค่อยมัก เลยขอตัวไม่ทานเผื่อนะครับ) และก็มีข้าวเหนียวอีกกระติ๊ปนึงคับ ^ ^ อร่อยทีเดียว ราคาก็พอไหวครับไม่ค่อยแพงเท่าไหร่พออิ่มท้องก็พร้อมเดินลุยตลาดมืดกันแล้วครับ ระยะทางในการเดินก็ยาวพอสมควรครับ เกือบโลนึงได้เลย เดินไปกลับก็เป็นกิโลเหมือนกันนะเนี่ยะ เล่นเอาเมื่อยได้นิสนึง แต่ก็เดินได้เพลินๆครับ แต่ที่ผิดหวังไปนิดนึงก็คือ ข้าวของที่เค้ามาขายกันนั้น ผมว่ามันคล้ายๆกับตอนที่เดินที่ night barzar ที่เชียงใหม่เลยอะคับ และดูเหมือนที่เชียงใหม่ของจะเยอะกว่าด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เทียบกันไม่ได้ก็คือ ความมีน้ำใจของชาวลาว น่ารักมากๆเลยครับ ผมก็ได้เดินและช่วยอุดหนุนของฝากเล็กน้อยคับ เป็นสร้อยข้อมือถักด้วยมือ ได้มา 2 เส้นครับ ไม่แพงครับ แค่เส้นละ 40 บาทเอง ถือว่าช่วยชาวบ้านกันครับ หลังจากเดินกันเมื่อยได้ที่แล้วเราก็กลับที่พักเพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้เดินเที่ยวต่อวันพรุ่งนี้ครับ แต่ก่อนกลับก็ได้แวะดื่มน้ำปั่นของที่นี่ซะหน่อย ซึ่งน้ำปั่นผลไม้ที่นี่ผมว่าดีมากๆเลยเนื่องจากเค้าจะใช้ผลไม้สดปั่นให้เลยครับ แถมยังถามด้วยอีกว่าจะให้เติมน้ำเชื่อมด้วยมั๊ย โอวว healty สุดๆ 555 ซัดไปแปร๊บเดียวดูดหมดแก้วเลย แบบว่ามันชื่นใจมักๆเลยครับ เมื่ออิ่มท้องก็กลับไปหลับปุ๋ยได้แระหละคร๊าบบบ ^ ^