วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

chill chill @ หลวงพระบาง (6)

วันสุดท้ายของการท่องเที่ยวที่หลวงพระบางแล้วคร๊าบบ วันนี้ไม่ตื่นเช้าไม่ได้เพราะตั้งใจไว้ว่าจะตื่นมาตักบาตรข้าวเหนียวกันครับ (เพราะเมื่อวานขี้เกียจตื่น 5555) แต่กว่าจะลุกจากเตียงกันมาได้ก็เกือบจะไม่ทันตักบาตรกันเลยทีเดียว เหอๆ และเพียงก้าวออกจากโรงแรมที่พักมาหน้าปากซอยไม่ทันไร ก็เจอแม่ค้าหลายเจ้าเข้ามาแทบจะรุมทึ้งกันเลย 555 แบบว่าไม่ต้องเสียเวลาเดินหาข้าวเหนียวมาใส่บาตรกัน มีมาถวายให้ถึงที่ ^ ^a


พระและเณรที่นี่เค้าจะเดินกันเป็นระเบียบมากเลยครับ ทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวก็ต่างกันพาใส่บาตรกันอย่างพร้อมเพรียง นักท่องเที่ยวบางส่วนก็เก็บภาพกันยกใหญ่ ส่วนพวกเราก็ได้มีโอกาสใส่บาตรข้าวเหนียว+ขนมหวาน กับเค้าด้วยก็ได้บรรยากาศ อิ่มบุญกันเลยทีเดียว ^ ^

หลังจากใส่บาตรอิ่มบุญกันแล้ว เราก็เดินสำรวจตลาดเช้ากันอีกซักหน่อยก่อนหาไรลงท้อง :P ซึ่งที่นี่มีของขายกันทั้งของคาว หวาน ของสด ของแห้ง ของกิน ของใช้ เอาเป็นว่า อยากได้อะไรที่นี่ก็มีให้หมดเช่นกัน สีสันความสดใสของตลาดเช้าก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทั้งชาวบ้านเองหรือนักท่องเที่ยวก็มีจำนวนไม่แพ้กัน ต่างก็มาจับจ่ายใช้สอยหาข้าวของกันอย่างชื่นมื่น ^ ^






จะเห็นว่าของสด นี่!! สดเจงๆ ดูจากมีทั้งไก่ป่า หรือแม้แต่กระทั่งเต่า หรือสาหร่ายสีเขียวๆนั่น!! อืมมมม เห็นแล้วไม่กล้ากินเลยอะ - . -" และหลังจากสำรวจตลาดเช้ากันพอหอมปากหอมคอ เราก็ออกเดินหาร้านอาหารเช้ากินกันดีกว่า ซึ่งร้านนี้เป็นร้านที่ในหนังสือแนะนำมาบอกว่า ขนมปังร้านนี้อร่อยมากกก!! แล้วจะให้พลาดได้ไง 555 ก็เลยเดินย้อนกลับมาที่สี่แยกหลักแล้วเดินไปอีกไม่ไกลพอได้เหงื่อก็ถึงแล้วครับ

ก็ดูจากเครื่องเทศทั้งหลายเหล่านี้ดูซิครับ จะไม่ให้อร่อยได้ไง 5555 แค่นึกก็น้ำลายไหลแย้ววว แต่ไม่ได้สั่งแค่ขนมปังอย่างเดียวนะครับ เรายังสั่งเฝอหมูยออีก 1 ชาม รสชาดดีมากโซ๊ยกันไม่เหลือเลย 555 (ไม่ต้องอิจฉา กินเผื่อแล้วหละ อิอิ)




หลังจากอิ่มท้องก็พากันหอบพุงน้อยๆกันกลับที่พัก เพื่อไปอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนผ้าผ่อนกันซักหน่อย แล้วค่อยออกไปหาไรกินกันต่อ 5555

หลังจากอาบน้ำให้สดชื่นกันแล้วก็ออกเดินตามหาร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ ซึ่งเดินผ่านตลาดเช้าไปริมแม่น้ำโขงก็จะพบกับร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ก็คือ "ร้านกาแฟประชานิยม" ไงหละครับ คนเยอะมาก ต้องยืนรอคิวกันกินกาแฟกันเลยทีเดียว ~.~! แต่นึกว่าเราจะยอมแพ้หรอ 555 เสียใจ! มาแล้วไม่กินจะได้หรอ ก็เลยยืนรอจนได้ที่นั่งทำเลค่อนข้างดีก็คือ ด้านหน้าแม่ค้าเลยครับ ^ ^ เลยได้เห็นวิธีการขั้นตอนการชงกาแฟด้วยเลย ^ ^ เห็นแล้วเป็นต้องสั่งกาแฟมากิน ราคาก็แสนแพง!!!! แก้วละไม่ถึง 10 บาท จะจ่ายไหวมะเนี่ยะ 5555






พอได้ลิ้มลองกาแฟรสเด็ดแล้วก็ใกล้เที่ยงอีกแล้วอะ (กินตั้งแต่เช้า จนจะเที่ยวก็ยังไม่วาย 555) จึงเดินตามหาร้านอาหารกลางวันร้านสุดท้ายของการเดินทาง ซึ่งเป็นร้านที่ในหนังสือแนะนำอีกเช่นกัน หุหุ ไม่ไกลจากร้านกาแฟเท่าไหร่ เดินเรียบแม่น้ำโขงดูวิวไปเพลินๆก็ถึงครับ "ร้านสมจัน" พอนั่งปุ๊บ ก็สั่งปั๊บ 55 กินกันสองคน สั่งไม่น้อยเลยทีเดียว ก็มีทั้ง ส้มตำ(ไม่ใส่กะปิ), ไก่ย่าง, สาหร่ายสีเขียวโรยงา, ต้มยำทะเล และข้าวเหนียว







อิ่มจัง!!!! หมดไม่มีเหลือ กร๊ากกกก นั่งพักชมวิวกันอีกซักแป๊บนึง ก็เกือบบ่ายแระ ยังมีที่ตั้งใจจะไปอีก 2 ที่คือ วัดเชียงทอง กับ วัดวิชุนราช จะเดินทางกันยังไงดีหละ แบบว่าคนละทิศเลย เหอๆ ก็เลยว่าจ้างรถตุ๊กๆก็แล้วกัน เหมาซะเลยให้พาไปวัดทั้งสองแห่งนั้น


ที่แรกที่ไปถึงก็คือ วัดเชียงทอง ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่สำคัญและสวยงามที่สุด ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว ^ ^ มีพระอุโบสถหลังใหญ่มากครับ และด้านข้างและด้านหลังก็มีวิหารอีก 2 หลังตั้งอยู่ ซึ่งก็สวยงามไม่แพ้กัน


เดินผ่านไปยังวิหารด้านหลังก็พบเด็กชายต่างชาติกำลังร่างรูปวิหารนี้อยู่ ฝีมือใช้ได้เลย เห็นขีดๆเขียนๆอยู่แป๊บนึงออกมาเป็นรูปวิหารซะแระ เก่งมักๆ ^ ^ นอกจากนั้นภายในวัดเชียงทอง ยังมีโรงเมี้ยนโกศ ซึ่งเป็นโรงเก็บราชรถพระโกศ ดูภายนอกสวยงามมากครับ แม้แต่ต่างชาติก็ยังไม่วายถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเหมือนกัน ^ ^ ภายในโรงเมี้ยนโกศเองก็มีราชรถอยู่ด้านในและพระพุทธรูปอีกหลายองค์ รวมทั้งไกด์ก็ยังพาชาวต่างชาติมาเชยชมให้ข้อมูลความรู้ต่างๆอีกด้วยครับ
หลังจากเก็บภาพกันซักพักเราก็ไปยังที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของทริปนี้ครับ ก็คือ วัดวิชุนราช ครับ ซึ่งวัดนี้มีความแปลกไม่เหมือนกับวัดอื่นๆที่หลวงพระบางเลย ก็คือ ภายในวัดนี้มี พระธาตุโค้งมนเหมือนผลแตงโม ซึ่งก็คือ พระธาตุหมากโม นั่นเอง ^ ^
ในส่วนของพระอุโบสถ หรือที่ชาวลาวเรียกว่า สิม นั้น ซึ่งมีจุดเด่นคือ บริเวณคอชั้นสองจะยกระดับสูงขึ้นไป และมีช่อฟ้าแบบไทยอีกด้วยครับ ^ ^ แต่ที่เห็นว่าแปลกกว่าที่อื่นก็คือ บริเวณซุ้มประตูทางเข้าออก ซึ่งมีซุ้มไม่เหมือนใคร แปลกตา สวยดีเหมือนกันครับ


และหลังจากเก็บภาพกับพระธาตุหมากโม และตัวโบสถ์เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลากลับที่พักเพื่อไปนำสัมภาระ(ที่ฝากไว้ก่อนออกมาทานข้าวเที่ยงครับ) เดินทางกลับไปยังสนามบินครับ ซึ่งระหว่างที่กลับที่พักเราก็แวะไปรษณีย์เพื่อส่งโปสการ์ด เพื่อเป็นที่ระลึกกันก่อนซักนิสสครับ หย่อนผิดไปไม่ถึงนะครับ อิอิ

และหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เก็บมาฝากเพื่อนๆ ก็คือป้าย UNESCO เกือบไม่เห็นและเกือบลืมไปแล้วว่าเมืองหลวงพระบางนี้เป็นเมืองมรดกโลกซะด้วยครับ

และเมื่อกลับไปถึงที่พัก ทางโรงแรมก็มีรถตู้ขับไปส่งถึงสนามบินเลย งานนี้เลยประหยัดค่ารถไปได้อีกพอสมควร อิอิ เมื่อมาถึงสนามบินก็ไม่รอช้า เข้าคิว check-in กันก่อนเลย จะได้มีเวลาพักผ่อนให้หายเมื่อยซะหน่อย ถึงจะวันสุดท้ายก็ยังเสียเหงื่อ เมื่อยเท้ากันพอสมควร และท้ายสุดก็ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามทริปของผมมาจนถึงวันสุดท้าย และถ้ามีโอกาสก็เรียนเชิญ(ถึงกับเรียนเชิญกันเลยทีเดียว 555) เพื่อนๆแวะเวียนเข้ามาติดตามทริปต่อๆไปละกันนะคร๊าบบบ

แล้วพบกันใหม่กับ เที่ยววันยู๊ดดด ฉบับมาเลยเซียกันในเร็วๆนี้ครับผม ^ ^ สำหรับทริปนี้ บ๊าย บายกันไปก่อนแล้วกันนะคร๊าบบบบ

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

chill chill @ หลวงพระบาง (5)

พอตกบ่ายของการเดินทางวันที่สองนี้ เราก็จะไปเที่ยวกันที่ "น้ำตกตากกวางซี" ซึ่งเป็นน้ำตกชื่อดังของที่นี่ครับ โดยการเดินทางจากตัวหลวงพระบางนี้เราอาศัยรถกะป๊อของนายสิดเป็นพาหนะครับ ก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครับ เส้นทางก็คล้ายๆกับทางไปถ้ำติ่งครับ ก็ออกจากตัวเมืองไม่นานถนนก็ออกจะขรุขระไปกันตลอดทางเลยทีเดียว - . -" ระหว่างทางก็ต้องมีหยุดรถกันเล็กน้อยให้นายใหญ่ได้ข้ามถนนกันก่อน ^ ^




นั่งรถกันกระโดกกระเดกกันไปซักพักก็ถึงทางเข้าไปยังอุทยานของที่โน่นครับ ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางตามปกติซึ่งค่าตั๋วที่นี่ก็ 20,000 กีบครับ หรือตกประมาณ 80 บาท บ้านเราครับ แพงรึป่าวไม่รู้ แต่เที่ยวที่นี่เกือบทุกที่ก็ต้องจ่ายค่าเข้าหมดอะคับ จะมากน้อยก็แล้วแต่สถานที่อะคับ ^ ^ เตรียมเงินย่อยๆไว้หน่อยก็ดีนะครับ หรือถ้าหากไม่สะดวก เงินไทยที่นี่เค้าก็ยินดีรับนะครับ นึกว่าเที่ยวบ้านเราก็แล้วกัน ^ ^




พอเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปก็จะเห็นป้ายบอกทางให้เดินลงไปทางด้านล่าง ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าหมีน้อย (ตอนแรกนึกว่าจะเหมือนบ่อหมี bear pit ที่ swiss ซะอีก) มีอยู่หลายตัวเหมือนกันแต่ที่ถ่ายรูปมาก็เห็นอยู่ตัวนึงที่มันนอนห้อยหัวอยู่บนนั้นโผล่หัวมานิสสเดียว ^ ^ ดูท่าจะนอนสบายนะเนี่ยะ ถัดจากกรงหมีก็จะเป็นห้องเก็บของของเจ้าหน้าที่ครับ แต่มีหมีปูนหลายตัวดูน่ารักดีก็เลยถ่ายมาขำๆนิดนึง 5555






จากนั้นก็เดินไปตามทางครับ ระหว่างเดินไปก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำตกครับ เดินไปซักพักก็จะเห็นส่วนที่เล่นน้ำได้ส่วนแรกมีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำกันเยอะมากเลยครับบริเวณนี้ เนื่องจากมีเชือกให้ห้อยโหน กระโจนกันลงน้ำ ดูเล่นกันสนุกสนาน หัวเราะกันขำกันดูน่าสนุก แต่บริเวณนี้ยอมแพ้ครับ ไม่กล้าเล่นเนื่องจากไม่อยากอวดรูปร่างอันผอมเพรียว 55555 แต่ที่สำคัญ ตรงบริเวณนี้มีสาวๆใน bikini นุ่งน้อยห่มน้อยกระโดดเล่นน้ำกันสนุก คนดูก็สนุกกันไปด้วย อิอิ :P




หลังจากดูหนุ่มๆสาวๆเล่นน้ำกันได้ซักพัก เราก็เดินขึ้นไปด้านบนของน้ำตกกันต่อครับ มีอีกหลายจุดที่มีความสวยงามไม่แพ้กันครับ จะเห็นว่าน้ำตกเค้าเป็นชั้นๆสวยมากครับ และในแต่ละชั้นจะมีจุดบอกว่าสามารถลงเล่นน้ำได้หรือไม่ด้วยครับ หากใครสนใจจุดไหนก็สามารถลงเล่นได้ตามสบายเลยครับ




และไม่ต้องกลัวเรื่องสถานที่เปลี่ยนชุดนะครับ ที่นี่เค้ามีห้องให้เปลี่ยนชุดในแต่ละโซนด้วยหละคร๊าบบแค่แอบโชว์ส่วนเท้าให้ดูเซ็กซี่เวลาเปลี่ยนชุดเล็กน้อย 555 ส่วนผมช่วงนี้ก็ขอเดินชมน้ำตกส่วนต่างๆไปก่อนดีกว่าครับ ^ ^,


และเมื่อชื่นชมกับธรรมชาติกันพอสมควรก็ถึงเวลาเปลื้องผ้ากันแล้วครับ 555 (แหม! พูดซะโป๊เชียว ใครบอกหละครับ ก็รู้ว่าจะมาเล่นน้ำตกก็ต้องมีการเตรียมตัวกันหน่อยซิครับ จริงมั๊ย!! 555) น้ำใส เย็นชื่นใจ จริงๆครับ เล่นบริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนเล่น ดี!!! จะได้ไม่ต้องอาย 55555 เล่นจอพอหายเหนื่อย พอเป็นกษัยก็เพียงพอกับน้ำตกตาดกวางชีกันเพียงเท่านี้ดีกว่า เนื่องจากเดี๋ยวจะแดดล่มลมตกกันไปซะก่อน


หลังจากเปลี่ยนชุดกลับมาสู่ชุดปกติกันแล้วก็กลับออกมาจากโซนอุทยานมายังที่รถมาส่ง ซึ่งโซนด้านนอกนั้นก็จะมีที่ขายของที่ระลึกอยู่มากมายหลายร้าน ทั้งร้านค้า ร้านอาหารให้ได้อิ่มหมีพีมันกันพอสมควร แต่เราไม่ได้ฝากท้องไว้ที่นี่หรอกครับ เพราะในตัวหลวงพระบางยังมีอีกหลายที่ที่รอเราอยู่ครับ ^ ^~


และหลังจากที่พี่สิดคนขับรถนำเรากลับมายังตัวเมืองหลวงพระบาง เราก็นัดกับพี่สิดว่าคืนนี้เราจะไปเที่ยวผับที่หลวงพระบาง ยังไงให้มารับ พาเราไปเที่ยวด้วย ซึ่งเรานัดกันไว้ที่ 3 ทุ่มคืนนี้ครับ เมื่อพี่สิดพาเรามาถึงตัวเมือง เราก็ไปเที่ยวกันอีกที่ก่อนหาอะไรทานกัน ก็คือ "พระธาตุพูสี" ซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของที่นี่ครับ ถ้ามาถึงหลวงพระบางแล้วไม่ขึ้น สงสัยคิดว่ามาไม่ถึงหลวงพระบางแน่นอนครับ โดยเราให้รถไปส่งทางขึ้นบริเวณด้านหลังของพระธาตุครับ มีบันไดพาขึ้นไป ซึ่งระหว่างทางที่เดินขึ้นก็มีพระพุทธรูปต่างๆ มีให้สักการะเป็นระยะๆ ไปได้กึ่งกลางทางก็เจอด่านเก็บค่าผ่านทางขึ้นไปยังพระธาตุ ก็ตามเคยครับ คนละ 20,000 กีบ (80 บาทครับ) และเดินได้เหงื่อกันเล็กน้อยก็ถึงด้านบนเขาก็ได้พบกับพระธาตุพูสี รวมทั้งได้ชมวิวของเมืองหลวงพระบางอีกด้วย ลมเย็นๆพัดมาก็ทำให้หายเหนื่อยได้บ้างครับ







ระหว่างที่เดินลงมาจากยอดของพระธาตุพูสีได้ซัก 3 ใน 4 ก็เจอกับขั้นบันไดที่บอกถึงจำนวนขั้นที่ได้เดินผ่านมาไม่ว่าจะเดินขึ้นมาแล้ว 138 ขั้น หรืออีก 190 ขั้นจะถึงยอด ก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นได้อีกนิดว่าอีกไม่เยอะก็จะถึงแล้ว T T แต่ก็ทำเอาเหนื่อยใช้ได้เหมือนกัน เหอๆ




หลังจากที่เราเดินลงมาจากพระธาตุพูสีกันแล้วเราก็ต้องหาอะไรลงท้องกันหน่อย เนื่องจากวันนี้ใช้แรงกันมาพอสมควร ซึ่งมื้อเย็น เราก็ไปตามร้านที่ในหนังสือ recommend ไว้ครับ แต่พอไปถึงร้านดูเมนูก็ต้องผงะออกมาก่อน เนื่องจากราคาค่อนข้างจะสูงครับ ก็แบบว่าร้านมันดูดีขนาด เป็นร้านอาหารอิตาเลียนก็เลยแพงซะ เราก็เลยลองเดินมาตามทางเส้นหลักก็ได้มาพบกับร้านอาหารอิตาเลียนร้านนึง ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ดูดีเลยทีเดียว เข้าไปดูเมนูแล้ว ราคาก็พอรับได้ครับ เลยถามว่าเปิดรึยัง ซึ่งตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น เค้าก็บอกว่าเปิดแล้ว (ก็ไม่เห็นลูกค้าในร้านซักกะคนนี่นา 555) แล้วจะรีรออะไรหิวจะตายอยู่แร้น ก็เลยสั่งไปทั้งหมดแค่ 3 เมนูเท่านั้น เป็น สลัดหลวงพระบาง (แค่ฟังก็น่ากินแระ ^^~), สปาเก็ตตี้คาโบนาล่า และพิซซ่าอีก 1 ถาด 5555 ก็ดันให้สั่งตอนหิวนี่หว่า คนจดยังทำหน้างงงงเลยว่ามันจะแดรกกก กันหมดได้ยังไง 5555




แต่แล้วท้ายที่สุด ความสามารถของสองเราเรื่องการกินก็ไม่เป็นสองรองใคร ซัดจะเรียบหมดทุกจาน จนเด็กเสิร์ฟหันมามองแล้วแอบอมยิ้มให้เราอีกซะงั้น (แอบเขินเหมือนกันนะเนี่ยะ) หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เราก็เดินตลาดมืดย่อยอาหารกันอีกซักหน่อย รอให้ท้องได้ผ่อนคลายซักพัก เราก็กลับกันไปอาบน้ำอาบท่าแต่งเนื้อแต่งตัว เตรียมตัวกันไปเที่ยวผับกันต่อ อิอิ

และเมื่อถึงเวลานัดหมายเราก็มารอที่จุดนัดพบก็พบเพื่อนของพี่สิดเป็นคนพาเราไปเที่ยวแทน ซึ่งวันนี้เราได้ไปถึง 2 ผับในวันเดียวกัน โดยผับแรกชื่อ "ราตรีเมืองซัว" เป็นที่ที่ผู้คนหลากหลายมากมีตั้งแต่เด็กน้อยตามพ่อมา จนถึงกระทั่งป้าอายุ 50 ปีก็มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน ซึ่งหากนักดนตรีบรรเลงเพลงที่เป็นจังหวะคุ้นเคย (ไม่รู้ว่าเรียกว่าจังหวะอะไร) คนในผับก็จะลุกขึ้นมาหน้าเวที จะเป็นลานกว้างๆให้เต้น และทุกคนก็จะเต้นท่าเดียวกันโดยไม่ต้องสอนกันเลย 555 เจ๋งมากๆ เห็นแล้วรู้สึกทึ่งเหมือนกัน ดูน่ารักดีซะเหลือเกิน ^ ^~ ซึ่งผับที่นี่จะปิด 5 ทุ่ม แต่ตอนที่พวกผมไปนั้นเราอยู่ที่นี่กันถึงแค่ 4 ทุ่มก็ย้ายไปอีกที่แล้วครับ กลัวจะดึกเกินไป ^ ^"





และหลังจากผับเมืองซัวที่นี่ปิดนักท่องเที่ยวเหล่านี้จะย้ายไปยังอีกผับหนึ่งก็คือ "ร้านบันเทิงดาวฟ้า" ผับที่นี่จะคล้ายกับผับต่างจังหวัดบ้านเรา คือมีเก้าอี้นั่งล้อมโต๊ะ บนเวทีมีวงดนตรี ขนาดผับจะใหญ่คล้ายๆ X-zyte ที่พัทยาอะคับ (ใครเคยไปคงนึกภาพออกนะ หุหุ) ซึ่งที่นี่จะปิดตี 2 ..... อืม!!! วัยรุ่นที่นี่ก็แรงไม่แพ้บ้านเราหรอกนะคับ กรึ๊ดกันสนั่นเลย 555555 และที่พลาดไม่ได้เมื่อมาผับที่นี่ก็คือ "เบยลาว" นี่เอง รสชาดสู้บ้านเราไม่ได้เลยครับ แบบว่ามันอ่อนมาก 555 สิงห์หรือ Leo บ้านเราแรงกว่าแยะครับ ^ ^ โดยหลังจากที่เราได้ซึมซับบรรยากาศผับของที่นี่ครบทั้ง 2 ที่แล้ว ประมาณ 5 ทุ่มเราก็ขอให้คนขับรถพาเรากลับที่พักกันก่อน เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นเราแพลนกันว่าจะตื่นแต่เช้ามาใส่บาตรข้าวเหนียวกัน ^ ^ และหลังจากออกมาจากผับก็พบนักท่องเที่ยวมากมายเดินสวนสนามกันมาที่นี่ คาดว่าคงย้ายมาจากผับแรกกระมัง ^ ^~ ยังไงคืนนี้ก็หลับฝันดี จุ๊บๆนะจ๊ะ ^ ^